วิถีไฟเก่า


ผมเป็นลูกชาวบ้าน ชีวิตสัมพันธ์กับไฟป่าและไฟในเรือกสวนไร่นามาตั้งแต่เด็ก พอถึงฤดูทำไร่ทำนา วันหยุดก็จะถือพร้าถือจอบสะพายย่าม พกหนังสติก ออกไปช่วยพ่อแม่ทุกปี บางทีต้องเดินเท้าค่อนวัน แบกข้าวสารอาหารแห้ง ไปนอนแรมทำไร่ทำนาที่อยู่ไกลออกไป จึงมีโอกาสได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับไฟในการดำรงชีพสมัยเด็กพอประมาณ จึงเข้าใจการใชัไฟในวีถีชาวบ้านอยู่บ้าง

ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟเผาไร่ข้าว ถั่วลิสง ใช้ไฟกำจัดวัชพืชในนา ใช้ไฟต้อนสัตว์ป่า ใช้ไฟเรียกนกมากินแมลงหนีไฟในป่า แล้วพากันซุ้มยิงนกมาเป็นอาหาร โดยนัยนี้ก็จะเห็นได้ว่า ไฟในวิถีเก่านั้นพอแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือ ไฟในพื้นที่เกษตร และไฟในพื้นที่ป่า

ไฟในพื้นที่เกษตร แบ่งออกเป็นไฟในนา-สวน และไฟในไร่เขตป่า

ไฟในนา-สวน
สมัยก่อนไม่รุนแรงอะไร เนื่องจากจำนวนพื้นที่ไม่กว้างใหญ่ แปลงหนึ่งไร่สองไร่ ส่วนใหญ่เผาวัชพืชและซางข้าวสำหรับปรับสภาพดิน พืชที่ปลูกเป็นพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง เศษวัสดุเหลือใช้ จำพวกต้น-ใบ จะปล่อยให้ย่อยสลายตามธรรมชาติ
ส่วนพืชสวน เป็นไม้ผลพื้นบ้านและพืชผัก ปลูกผสมผสานกันไป ไว้สำหรับรับประทาน ใช้ไฟเพียงกำจัดวัชพืชและเศษกิ่งไม้ในสวนที่เก็บมากองรวมกัน ไม่ได้จัดการด้วยไฟทั้งผืน

ไฟในไร่
สมัยก่อนเป็นไร่ข้าวหรือไม่ก็ไร่ถั่วลิสง ใช้พื้นที่หมุนเวียนเหมือนกับไร่พี่น้องปกาญอ หมุนที 2-4 ปี แล้วแต่สภาพความสมบูรณ์ของดิน ถ้าดินฟื้นตัวเร็ว รอบหมุนก็จะสั้นลง

การใช้ไฟในไร่(ข้าวหรือไร่อื่นๆในเขตป่า) ใช้กันรอบเดียวต่อปี เฉพาะฤดูกาลเพาะปลูก ในช่วงเตรียมดินก่อนหยอดเมล็ดพันธุ์ ต้องจัดการเศษกิ่งไม้ใบหญ้าที่ถางไว้ก่อนหน้าร่วมสัปดาห์ด้วยไฟทั้งแปลง จะแปลงเล็กแปลงใหญ่ขึ้นอยู่กับกำลังคนในครอบครัว และปริมาณการบริโภคครอบครัวต่อปี ขนานพื้นที่ปลูกพืชจึงต่างกันไปไม่ว่าแปลงเล็กหรือใหญ่ การจุดไฟจะเป็นในช่วงบ่ายที่อากาศร้อนและถ่ายเทได้ดี ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ เหลือเศษกิ่งไม้น้อยสุดเท่าที่จะน้อยได้

ระหว่างไฟกำลังลุกไหม้ ก็จะใส่ใจเฝ้าดูแล ระมัดระว้งไม่ให้ไฟลามเข้าป่า เจ้าของไร่จะใช้ตัวเองเป็นแนวกันไฟวิ่งดับตามจุดต่างๆโดยรอบ พอไฟมอดลง ก็จะถือไม้ไล่เขี่ยเศษไม้ที่กระจัดกระจายเข้ากองไฟ
จากนั้นทิ้งไว้ไม่กี่วันก็พากันมา"ฮิบไฮ่"(-เก็บเศษกิ่งไม้มารวมกัน เผาอีกครั้ง) เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ในการใช้ไฟ รอปีหน้าฟ้าใหม่ค่อยว่ากัน เมื่อสายฝนโปรยปรายลงมา 2-3 ครั้ง ผืนดินชุ่มช่ำ ก็พากันมาหยอดเมล็ดพันธุ์ทันที

ไฟในพื้นที่ป่า
ดังที่เกริ่นมาข้างต้น คนสมัยโน้นจะใช้ไฟทีไม่ได้มีแรงขับฝ่ายลบเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก หากแต่เป็นเรื่องปากเรื่องท้องล้วนๆ พอได้กินกันเป็นมื้อๆไป และไม่เน้นเรื่องขาย เนื้อก็ใช้ว่าจะหากินได้ง่ายๆ ไม่ว่านก หนู งู หมู เก้ง ฯลฯ อาหารละเมื้อกว่าจะมีเนื้อสักชิ้นแสนยาก

ถ้าหากได้นกมาหนึ่งตัว ก็พอเลี้ยงทั้งครอบครัวแล้วหนึ่งมื้อ ได้หมูป่าได้เก้งมาหนึ่งตัว ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหาเพิ่มอีก ยิ่งสัตว์ใหญ่ในป่าประเภทหมู-เก้ง ล่ากันทีไม่ใช้ง่ายๆ ต้องยกโขย่งกันเป็นหมู่คณะ รอนแรมอยู่ในป่าหลายวัน ปีๆหนึ่งจะออกล่า(ไล่เหล่า)กัน ก็เฉพาะช่วงก่อนประเพณีสงกรานต์ ไว้ต้อนรับแขกเหรื่อ เพื่อนสนิทมิตรสหาย ถ้าในยามปกติก็อย่าพึงหวัง แม้กระทั่งไก่เลี้ยงที่บ้านก็ใช้ว่าจะฆ่ามาทำอาหารกันง่ายๆ

ดังนั้น การใช้ไฟในป่าแบบจุดละทิ้งละขว้างแทบไม่มี ไฟที่เกิดขึ้นแต่ละที่แต่ละแห่ง เป็นไปตามจังหวะชีวิตเสียมากกว่า เช่น เลิกงานจากเรือกสวนไร่นากลับมาบ้านหรือที่พักในไร่ แวะหาวัตถุดิบติดไม้ติดมือกลับมาทำอาหารเย็นกัน

ผู้หญิงก็ปรี่ไปหาเก็บผักเก็บไม้ ผู้ชายก็ถือปืนแก๊ปแว๊บเข้าป่า ดูท่าจะไม่พบอะไรก็จุดไฟเรียกนกมากินแมลงหนีไฟในป่า แล้วพากันซุ้มยิงนกมาเป็นอาหาร พอวันว่างก็ถือกระโด้งไปตามหัวไร่ปลายนาหรือป่าใกล้บ้าน หาไข่มดแดงมาเป็นอาหารโดยไม่ได้ใช้ไฟกันแม้แต่น้อย

ไฟในป่ามาจากวิถีแบบนี้ คนที่อายุห้าสิบอัพ อยู่บ้านนอกคอกนาย่อมเห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ บางทีขยายวงกว้างไหม้ลามถึงกลางคืนก็มี แต่ไม่ได้มากมายหลายม่อนหลายดอยจนเกิดปัญหาค่าฝุ่นควันสูง ทั้งยังไม่ได้ไหม้ข้ามคืนข้ามวันอย่างทุกวันนี้ เนื่องจากป่ามีความชื้นสูง โดยเฉพาะตอนดึกๆถึงรุ่งสาง หมอกและน้ำค้างในป่า ทำให้ไฟไหม้ช้าและมอดดับไปในที่สุด

นอกจากนั้น การใช้ใบไม้มาทำประโยชน์ ด้วยการนำใบไม้สักและใบตองตีงมาปูก๋วย(บุตระกร้า)ใส่ยาสูบเก็บไว้ขาย ก็พอช่วยลดปริมาณการสะสมไปได้บ้าง ทำให้ป่าใกล้บ้านไม่ค่อยเห็นไฟเท่าไหร่ ยิ่งป่าแพะที่อยู่ชิดหมู่บ้าน เขาจะไม่ใช้ไฟกันเลยด้วยซ้ำ

เหล่านี้คือการใช้ไฟในวืถีเก่าที่นำมาเล่าสู่กันฟัง ดุจด้งยิงลูกศรไปข้างหน้า ต้องง้างไปข้างหลัง ลูกศรถึงพุ่งไปไกล การจัดการไฟป่าก็เช่นกัน จำต้องทบทวนอดีต ปัจจุบัน เพื่อเดินหน้าจัดการให้เหมาะ ไม่ต้องวิ่งเหนื่อยดับไฟกันทุกๆปีแบบนี้อยู่ล้ำไป




ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สมเกียรติ มีธรรม ฯ ป่าไม้ ที่ดินทำกินและเศรษฐกิจชุมชน ความยั่งยืนของการจัดการไฟป่า

ปฏิรูประบบราชการให้จิ๋วแต่แจ๋ว

ฉีกหน้ากากไฟป่าภาคเหนือ