บทเรียนท้องถิ่น รับมือ ฟื้นฟู เยียวยา น้ำท่วมดินถล่ม แม่แจ่ม


ปีพ.ศ.2568 อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ประสบภัยพิบัติต่อเนื่องกัน 4 ครั้งภายในหนึ่งเดือน ตั้งแต่ฝนตกหนัก ดินถล่มวันที่ 27 ส.ค.2568 ที่บ้านปางอุ๋ง ต.แม่ศึก ทำให้ผู้เสียชีวิต 8 คน บ้านพังทั้งหลัง 32 หลังคาเรือน พังบางส่วน 37 หลังคาเรือน รถมอเตอร์ไซต์ รถยนต์ รวมถึงทรัพย์สินอื่นเสียหาย ชาวบ้านต้องอพยพโยกย้านไปนอนที่โรงเรียนบ้านปางอุ๋งนับร้อยชีวิต


ในวันเดียวกัน น้ำแม่หยอด ซึ่งมีต้นน้ำลำธารในเขต ต.แม่ศึก มีระดับสูงจนล้นตลิ่ง ความแรงของน้ำพัดสะพานคอนกรีตเชื่อมระหว่างบ้านนาฮ่อง-นาฮ่องใต้ ต.แม่ศึก พังเหลือแต่คอสะพาน ก่อนไหลมารวมกับน้ำแม่แจ่ม ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่สบจอก เขตติดต่อบ้านกองกาน ต.แม่ศึก - บ้านสบวาก ต.แม่นาจร ซึ่งมีระดับน้ำที่วัดได้สถานีสะพานบ้านแม่นาจร ต.แม่นาจร ล้นตลิ่งมา 1.12 ม.

มวลน้ำ 2 สายมาบรรจบกัน ไหลผ่านบ้านกองกาน ต.แม่ศึก ท่วมพื้นที่ต่ำบ้านต้นตาล-นางแล บ้านเอ้น บ้านเจียง ต.ช่างเคิ่ง ก่อนเข้าสู่เขตเทศบาลแม่แจ่ม บริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำหลังบ้านสันหนอง

และตรงจุดนี้เอง ที่ระดับน้ำยกตัวสูงขึ้นทะลักท่วมพื้นที่ลุ่ม ชุมชน และย่านการค้าเภอแม่แจ่ม ตั้งแต่บ้านสันหนองส่วนที่ติดกับโรงเรียนชุมชนช่างเคิ่ง สำนักงานสาธารณสุข สถานีตำรวจ ที่ว่าการอำเภอ และบ้านเกาะ เขตเทศบาลแม่แจ่ม

ส่วนเขตตำบลช่างเคิ่ง น้ำทะลักท่วมชุมชนที่ต่ำบ้านป่าเท้อติดกับริมน้ำ ไหลลงไปบ้านแพม ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี ก่อนไหลลงไปยังฝายหลวงบ้านท้องฝาย ท่วมพื้นที่ต่ำริมน้ำบ้านช่างเคิ่งบน เขตเทศบาลแม่แจ่ม และพื้นที่ต่ำในเขตเทศบาลท่าผา บ้านฝายทับไร่ บ้านยางหลวง และบ้านไร่

ผ่านมาไม่ถึงเดือน วันที่ 23 – 24 ก.ย.2568 ฝนตกหนักในเขตอำเภอกัลยาณิวัฒนาและอำเภอแม่แจ่มตอนบน ในพื้นที่ตำบลแม่นาจรและแม่ศึก ระดับน้ำล้นตลิ่งที่สถานีวัดระดับน้ำบ้านแม่นาจรเวลา 8.20 – 11.10 น. วันที่ 23 ก.ย. ซี่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอไปราว 25 กม. เวลาประมาณ 12.00 น.น้ำเริ่มทะลักท่วมพื้นที่ลุ่ม ชุมชน และย่านการค้าอำเภอแม่แจ่ม จนถึง 16.00 น. ระดับน้ำลดลงเรื่อยๆ จนรถราวิ่งไปมาได้ปกติ

มาถึงคืนวันที่ 24 ก.ย. เวลา 02.40 – 05.20 น. ระดับน้ำล้นตลิ่งที่สถานีวัดระดับน้ำบ้านแม่นาจรล้นตลิ่ง ราว 7.00 น. ระดับน้ำสูงอีกครั้ง ทะลักท่วมพื้นที่ลุ่ม ชุมชน และย่านการค้าอำเภอแม่แจ่มสูงกว่าวันที่ 23 ก.ย. จนถึงเวลา 16.00 น. ระดับน้ำลดลงเรื่อยๆ จนรถราวิ่งไปมาได้ปกติอีกครั้ง หากพายุรากาซาและบัวลอยไม่มา คาดว่าปีนี้ก็น่าจะผ่านพ้นไปรอลุ้นใหม่ในปี2569

ภัยพิบัติดินโคลนถล่มที่บ้านปางอุ๋ง และน้ำท่วมพื้นที่ลุ่ม ชุมชน และย่านการค้า วันที่ 27 ส.ค.และวันที่ 23 - 24 ก.ย.ที่ผ่านมา “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”ในพื้นที่เกิดเหตุ มีบทบาทสำคัญในการ“รับมือ-ฟื้นฟู-เยียวยา”อย่างเห็นได้ชัดในรอบเดือนที่ผ่านมา


ถึงแม้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติโดยตรง แต่ก็คงเป็นได้เพียงผู้อำนวยการให้งานรับมือ-ฟื้นฟู-เยียวยาดำเนินไปอย่างทันท่วงที ถึงไม่มีอำนาจเช่นเดียวกับผู้อำนวยการหรือผู้บัญชาการตัวจริง ตามพรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฯซึ่งก็คือนายอำเภอก็ตาม

การ“รับมือ”ดินโคลนถล่มและน้ำท่วม ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาจนถึงเวลานี้ ต้องย่อมรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบาทบาทสูงมาก แม้จะขาดกำลังคนที่มีทักษะเฉพาะด้านในการป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย ขาดเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมทั้งขาดงบประมาณก็ตามที การช่วยเหลือประชาชนขณะเผชิญเหตุตามกำลังและความสามารถ ก็ยังเป็นภาระหน้าที่หนึ่งซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นการช่วยประชาชนขนของขึ้นที่สูง แจกและส่งอาหารน้ำดื่มให้ผู้ประสบภัย ช่วยกลุ่มเสี่ยงออกจากที่เกิดเหตุ ประสานความช่วยเหลือเร่งด่วน รับบริจาค ค้นหาผู้ประสบภัย ไปจนถึงการเฝ้าระวังติดตาม การบริหารจัดการงานเฉพาะหน้า ล้วนแต่เป็นภาระหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งนั้น

ต่อเมื่อผ่านพ้นเหตุการณ์ไป การ“ฟื้นฟู”เร่งด่วนหลังภัยพิบัติให้กลับมาเป็นปกติได้ ก็หนีไม่พ้นไปจากองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นอีกเช่นกัน ที่ต้องใช้กำลังคน งบประมาณ และเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆเข้าไปฟื้นฟูให้กลับมาใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนที่ถูกโคลนทับถมและเสียหาย ถนนหนทางชำรุดใช้งานไม่ได้ สะพานขาด เก็บกวาดเศษกิ้งไม้ขยะต่างๆที่ติดค้างตามสะพานบ้านเรือนรินถนนหนทาง ล้วนแต่เป็นงานหนักหนาสาหัสที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องแบกรับทั้งสิ้น

ในด้านการ“เยียวยา”ก็เช่นกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ยังเป็นหลักในการขยับงาน นับตั้งแต่การสำรวจข้อมูลความเสียหายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตั้งโต๊ะลงทะเบียนประชาชนชดเชยความเสียหาย การเบิกจ่ายงบประมาณช่วยเหลือฉุกเฉินก็สามรถทำได้ทันที ภายใต้ระเบียบที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเอื้อให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการได้

แต่ส่วนใหญ่ไปติดงบประมาณที่มีจำกัด ไม่พอที่จะนำมาจ่ายเยี่ยวยาให้กับประชาชนได้ จึงต้องส่งเรื่องต่อๆไปทำให้ล่าช้า กว่าจะได้รับงบประมาณมาเยี่ยวยาก็ปาเข้าไปหลายเดือน

โดยภารกิจอันหนักหน่วงที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบกรับดังกล่าวมานี้ เอาแค่งบประมาณค่าอาหารน้ำดื่มค่า น้ำมันเชื้อเพลงที่ต้องใช้ในช่วงรับมือและฟื้นฟูก็ไม่ใช้น้อยๆแล้ว ยิ่งความเสียหายในวงกว้างและหนัก งบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหลักแสนบาทแทบจะทำอะไรไม่ได้ ต้องกลับไปพึ่งคนของมหาดไทยตั้งแต่ในระดับอำเภอและจังหวัดทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ กำลังคน เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆที่เข้ามาช่วยรับมือและฟื้นฟูน้ำท่วมและดินโคลนถล่มไปจนกระทั่งการเยียวยา

ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็อยู่หน้างานตามกฎหมาย โดยไม่มีอำนาจ งบประมาณ และคน แต่ประการใด ถึงทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตามกฎหมายกำหนดไว้ ก็แทบไม่มีประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น
เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด คือคำตอบของการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น รับมือกับภัยพิบัติในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นนี้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สมเกียรติ มีธรรม ฯ ป่าไม้ ที่ดินทำกินและเศรษฐกิจชุมชน ความยั่งยืนของการจัดการไฟป่า

ปฏิรูประบบราชการให้จิ๋วแต่แจ๋ว

ฉีกหน้ากากไฟป่าภาคเหนือ